แผนที่ดาว

แผนที่ดาว

 

แผนที่ดาว  คือ  แผนที่แสดงตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าที่ครอบโลกของเราอยู่  จะมีลักษณะเป็นทรงกลมไม่ว่าเราจะดูดวงดาวที่ตำแหน่งใดของโลก  ตัวผู้ดูจะเป็นศูนย์กลางของท้องฟ้าเสมอ

 

การทำแผนที่

เราอาจทำแผนที่ดาวได้โดยใช้ทรงกลมท้องฟ้าเช่นเดียวกับการทำแผนที่โลก  ซึ่งในการใช้แผนที่ดาวหาวตำแหน่งดาวหรือการอ่านแผนที่ดาวจะต้องทราบสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  1. ทิศบนท้องฟ้า (direction) เกืดจากการหมุนรอบตัวเองของโลกจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกและลับของฟ้าทางทิสตะวันตก
  2. เส้นขอบฟ้า (Horizon) คือ เส้นวงกลมบนพื้นโลกจรดของฟ้าล้อมรอบตัวเรา
  3. เส้นเมอริเดียนท้องฟ้า (meridian) เป็นเส้นที่แบ่งครึ่งท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วน  คือ  ซีกทางตะวันออกและตะวันตก
  4. เส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า (celestial equator) จะอยู่ในระนาบเดียวกับเส้นศูนย์สูตรของโลก  และจะมีจุดผ่าน 3 จุด  คือ  ขอบฟ้าทิศตะวันตกและขอบฟ้าทิศตะวันออก และจดที่ 3 คือ จุดเหนือศรีษะ
  5. จุดยอดท้องฟ้า (zenith) คือ จุดสูงสุดบนท้องฟ้า จะอยู่เหนือศรีษะพอดี
    หรือเรียกว่าจุดเหนือศรีษะ

การอ่านแผนที่ดาว

การอ่านแผนทีดาวจะทำให้ผู้ดูดาวรู้จักกลุ่มดาวบนท้องฟ้าอย่างทูกต้องว่ากลุ่มดาวแต่ละกลุ่มนั้นมีดาวสำคัญอยู่กี่ดวงและอยู่ใกล้กันในลักษณะอย่งไร  การอ่านแผนที่ดาวจะไม่เปมือนกับการอ่านแผนที่โลก  เนื่องจากการอ่านแผนที่โลกแราจะต้องก้มมองลงไปบนแผนที่โลกที่เราอยู่  แต่การอ่านแผนทีดาวเราจะต้องแหงนหน้าขึ้นบนท้องฟ้า  แล้วยกแผนที่ดาวขึ้นเหนือศรีษะแทนท้องฟ้า  ตั้งทิศตามแผนที่ดาวและทิศจริงในท้องฟ้าให้ตรงกัน  จะเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าตรงกับตำแหน่งที่อยู่ในแผนที่ดาว

แหล่งที่มาhttp://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science03/06/star/fixstar5.html

การเกิดอุปราคา

อุปราคา หรือ Eclipse ในระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์-โลก-ดวงจันทร์นั้น เกิดขึ้นเมื่อโลกหรือดวงจันทร์ บังเงาตะวันจากกันและกัน

ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าดวงจันทร์มากถึง 400 เท่า แต่ด้วยความบังเอิญดวงอาทิตย์ก็อยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า เมื่อมองจากโลกแล้วขนาดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะใกล้เคียงกัน เราจึงโชคดีได้เห็นปรากฏการณ์อุปราคาระหว่าง ตะวัน-จันทรา ได้

สุริยุปราคา

(ภาพที่ 1) การเกิดสุริยุปราคา คนบนโลกด้านกลางวันเพียงส่วนน้อยจะมีโอกาสได้เห็นสุริยุปราคา ภาพโดย คณะฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทนเนสซี

ถ้าเงาของโลกไปตกลงบนดวงจันทร์ ดวงจันทร์ก็จะมืดลงเรียกว่าเกิดจันทรุปราคา แต่คนทั้งโลกด้านกลางคืนจะมองเห็นจันทรุปราคาได้หมด

(ภาพที่ 2) แสดงการเกิดจันทรุปราคาเมือดวงจันทร์โคจรเข้าเงาของโลก ภาพโดย คณะฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทนเนสซี

ในเมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกประมาณรอบละเดือน ก็น่าที่จะเกิดอุปราคาทั้งสองอย่างเดือนละครั้ง แต่ในความเป็นจริงมันไม่เกิดเช่นนั้น แถมการเกิดอุปราคาแบบเต็มดวงก็ยังหาดูได้ยากเสียอีก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า

1 วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ และวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน หากพื้นระนาบทั้งสอง ทำมุมประมาณ 5 องศาต่อกัน

แหล่งที่มา http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/samutsongkhram/prakorb_p/sky/sect01p01.html

กลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac)

กลุ่มดาว 12 ราศี (ZODIAC)

การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน การโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เวลาและฤดูกาลผ่านไป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ กินเวลา 1 ปี ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากทิศตะวันตกไปทาง ทิศตะวันออกนั้น เมื่อเราสังเกตดูการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เราจะเห็น ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปตามกลุ่มดาวกลุ่มต่าง ๆ กลางท้องฟ้า เส้นทางที่ ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรไปบนท้องฟ้าผ่านกลุ่มดาวต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่งนั้น เรียกว่า เส้นอี่คลิพติค (Ecliptic) เส้นนี้พาดจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผ่านกลาง ฟ้าเหนือ ศีรษะไป ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก บรรดาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ดวงนพเคราะห์ ต่างก็เคลื่อนที่ในแนวแถบเส้น Ecliptic นี้ทั้งสิ้น

กลุ่มดาว 12 ราศี คือกลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic โดยแบ่งแถบเส้น Ecliptic ซึ่งเป็นแถบกว้าง 16 องศา (กว้างวัดจากเส้น Ecliptic ไปข้างละ 8 องศา ) รอบท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนกว้าง 30 องศา ทุกราศีมีดาวฤกษ์ประจำอยู่ 1 กลุ่ม จึงเรียกกลุ่มดาว 12 ราศี เวลาดูในท้องฟ้า จะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีเรียงตามลำดับ จาก ทิศตะวันตก ไปทิศตะวันออก กลุ่มดาว 12 ราศีนี้ เป็นจักรวงกลมของสัตว์ เพราะว่า 11 กลุ่ม เป็นกลุ่มดาวที่ แทนสัตว์จริง หรือสัตว์สมมุติ มีกลุ่มดาวที่ไม่ใช้สัตว์ คือกลุ่มดาวราศีตุลย์หรือ กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) อันหมายถึงตราชูแห่งความเที่ยงธรรม

เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช นักดาราศาสตร์ชาติกรีกชื่อ ฮิปปาวัส (Hipparchus) ได้แบ่งกลุ่มดาวแถบเส้น Ecliptic ออกเป็น 12 กลุ่ม โดยตั้งแต่ จากจุด Vernal Equinox ซี่งเป็นจุดตัดจุดแรกของเส้น Ecliptic กับศูนย์สูตร ท้องฟ้า (Celestial Equator) เมื่อนับจากจุด Vernal Equinox ตามแถบแนวเส้น Ecliptic ไปทางทิศตะวันออก ช่องละ 30 องศา จะได้ 12 ช่องพอดี ช่องแรก คือ ราศีที่ 1 คือ ราศีเมษ กลุ่มดาวแกะ ซึ่งกลุ่มดาวกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ผู้นำแห่งกลุ่มดาว 12 ราศี”  กลุ่มดาวราศีที่ 12 คือ กลุ่มดาวปลา หรือ ราศีมีน

เนื่องจากแกนของโลกไม่ได้ชี้ตรงไปที่ดาวเหนือตลอดเวลา การหมุนของโลกมี อาการ ส่าย คล้าย ๆ กับลูกข่าง การส่ายของโลกเป็นผลเนื่องมาจากแรงดึงดูด ของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ที่มีต่อโลก ทำให้แกนของโลกส่ายไป ฉะนั้นจึง Vernal Equinox อันเป็นจุดตั้งต้นของกลุ่มดาว 12 ราศี  คือ ในวันที่ 12 มีนาคม ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น ก็ไม่ตรงกับที่ Hipparchus ได้จัดแบ่งไว้ เพราะฮิปปาชัสไม่ได้คำนึงถึง ความเป็นจริงเรื่องการส่ายของโลก ฉะนั้นใน ปัจจุบันนี้ จึงปรากฏว่ากลุ่มดาว 12 ราศี ไม่ได้ตรงตามที่ได้ตั้งไว้เมื่อ 2,000 ปี ก่อน คือเมื่อ 2,000 ปีก่อน จุดตัดของเส้น Ecliptic กับ Equator ท้องฟ้า ซึ่งเรียกว่า Equinox เริ่มต้นที่ราศีเมษกลุ่มดาวแกะและราศีตุลย์ กลุ่มดาวคันชั่ง แต่ในปัจจุบันผลการส่วยของโลกเราพบว่าจุด Equinox  นั้น  ตั้งตันที่ กลุ่มดาวปลา ราศีมีนและกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี ราศีกันย์ (ไม่ได้ตั้งต้นที่ กลุ่มดาวแกะ ราศีเมษและกลุ่มดาวคันชั่ง ราศีตุลย์ ) นั้นก็คือกลุ่มดาว 12 ราศี ปรากฏเคลื่อนที่ ล่วงหน้าไปกว่าความเป็นจริงถึง 30 องศา หมายความง่าย ๆ ว่า ในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดู ใบไม้ผลิ ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น  ความจริงแล้วดวงอาทิตย์พึ่งจะเข้าสู่ราศีมีน  คือกลุ่มดาวปลา  ดวงอาทิตย์ยังไม่ได้ยกเข้าสู่ราศีเมษ จนกว่าจะถึงปลายเดือนเมษายน ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มดาว 12 ราศี ไม่มีความสำคัญ และไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้และเอามาอ้างอิงอะไรสำหรับนักดาราศาสตร์ แต่มีความจริงสิ่งหนึ่ง อยากจะเรียนท่านผู้อ่านทราบไว้ คือโหราศาสตร์  ซึ่งได้ชื่อว่า วิทยาศาสตร์เทียม (Sham Science ผู้เขียนไม่กล้าแปลว่า วิทยาศาสตร์หลอก ๆ เพราะโหราศาสตร์ เป็นศิลป์และสถิติแต่ไม่มีกฎตายตัวแน่นอน) นักโหราศาสตร์เขาทำนาย เหตุการณ์ และวิถี ชีวิตโดย อาศัยรากฐานมาจากการเคลื่อนที่ของดวงดาว ที่บนท้องฟ้าแถบแนว Ecliptic ซึ่งปรากฏว่า ดวงดาว ทั้งหมายไม่ได้ปรากฏตามที่ นักโหราศาสตร์พูดหรือกะไว้อย่างแท้จริงเลย ผู้เขียนขอฝากข้อคิดสำหรับท่าน ผู้อ่านสักข้อหนึ่งว่า ดาวเคราะห์เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ซึ่งจะต้องโคจรไปตาม วิถีทาง ของมันด้วยระยะเวลาสม่ำเสมอ ฉะนั้นจึงไม่น่าที่ดาวเคราะห์จะมีอิทธิพล เหนือชีวิตมนุษย์ได้เลย

เนื่องจากคนไทยเราถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ (วันที่ 13 เมษายน คือ วันสงกรานต์ นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ) วันขึ้นปีใหม่ของไทย ใกล้เคียง กับวันตั้งต้นปีใหม่ของนักดาราศาสตร์ คือวันที่ 21 มีนาคม ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ นักโหราศาสตร์ถือว่า ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ราศีเมษ คือ ดวงอาทิตย์ปรากฏ โคจรอยู่ใน กลุ่มดาวแกะ แต่ทางนักดาราศาสตร์ถือว่า วันที่ 21 มีนาคม เป็นวันเริ่ม เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พืชเริ่มผลิใบ แตกกิ่งก้านสาขา เมล็ดพืชที่หว่านไว้เริ่มงอก เป็นวันตั้งต้นชีวิตใหม่ประจำปี ในวันที่ 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ ผ่านจุดตัดของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า และ อี่คลิพติค จุดนี้เรียกว่า Vernal Equinox ทุกชาติทุกภาษา ตั้งต้นกลุ่มดาว 12 ราศีเหมือนกันหมด คือให้กลุ่ม ดาวแกะ (ราศีเมษ) เป็นราศีที่ 1 และกลุ่มดาวปลา ราศีมีน เป็นราศีสุดท้าย

ขอให้หลักในการสังเกตหากกลุ่มดาว 12 ราศี กลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ ครั้งแรกต้องหากลุ่มดาว 12 ราศีที่สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ เป็นหลักตั้งต้นก่อน เมื่อเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีกลุ่มใดแล้ว แบ่งท้องฟ้าขณะนั้นเป็น 6 ส่วน ส่วนละ 30 องศา ถ้านับไปทางทิศตะวันตก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่ม 12 ราศี ที่ผ่านมาแล้ว ถ้านับไปทางทิศตะวันออก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่มดาว 12 ราศี ทีกลุ่มจะถึงต่อไป จำง่าย ๆ ว่า กลุ่มดาว 12 ราศี มีชื่อตามชื่อเดือนทั้ง 12 การนับตั้งต้นนับจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก หมายความว่า ทางทิศตะวันตกของกลุ่มดาวราศีเมษ (แกะตัวผู้) เป็นกลุ่มดาวราศีมีน (ปลา) และทางทิศตะวันออกเป็นราศีพฤษภ (วัว)

ถ้าหากท่านดูดาวในเวลา 3 ทุ่มจะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีอยู่กลางท้องฟ้าตรงศีรษะ ในเดือนต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้ กลุ่มดาววัวในวันที่ 15 มกราคม กลุ่มดาวคนคู่ 20 กุมภาพันธ์ กลุ่มดาวปู ในวันที่ 15 มีนาคม กลุ่มดาวสิงโตในวันที่ 10 เมษายน กลุ่มดาวหญิงพรหมจรรย์ วันที่ 25 พฤษภาคม กลุ่มดาวคันชั่ง ในวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มดาวแมงป่อง ในวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มดาวคนถือธนู ในวันที่ 20 สิงหาคม กลุ่มดาวแพะทะเล ในวันที่ 20 กันยายน กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ในวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่มดาวปลาจะอยู่ตรงศีรษะเมื่อเวลา 3 ทุ่ม ในวันที่ 10 พฤศจิกายน

ฝนดาวตก

หนาวนี้ ชมฝนดาวตก "ลีโอนิดส์และเจมินิดส์" ตกหนาแน่นสุด ส่งท้ายสิ้นปี 2555

สดร.จัด“เปิดฟ้า…ตามหาดาว” สัญจร นอนนับดาว ที่ยอดดอยอินทนนท์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนคนไทยชมฝนดาวตกส่งท้ายปี 2555 ทั้ง ฝนดาวตกลีโอนิดส์ 17-18 พฤศจิกายน และ ฝนดาวตกเจมินิดส์ 13-14 ธันวาคมนี้

โดยนายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีจะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกที่น่าติดตาม 2 ครั้ง ได้แก่ ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ซึ่งจะเกิดขึ้นมากที่สุดในวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2555 สามารถสังเกตได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเช้ามืดของวันที่ 18 พฤศจิกายน ช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าสามารถเห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์มากที่สุด คือเวลา เที่ยงคืนถึง 05:00 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณใกล้กับกลุ่มดาวสิงโตซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายของฝนดาวตกลีโอนิดส์

ในปีนี้นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมฝนดาวตกลีโอนิดส์กันอย่างจุใจ เนื่องจากเป็นช่วงดวงจันทร์ข้างขึ้น 4 ค่ำ หลังเที่ยงคืนเมื่อดวงจันทร์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าจะมืดสนิท เหมาะในการชมฝนดาวตกเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าอาจจะเห็นดาวตกมากถึง 15 ดวงต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาวหาง ตัดผ่านวงโคจรของโลก ทำให้เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า ทิศทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์สวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วค่อนข้างมาก โดยมีความเร็วสูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งฝนดาวตก”

สำหรับข้อแนะนำการชมฝนดาวตกนั้น ควรเป็นสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน จะสังเกตเห็นดาวตกมีความสว่างมาก ทั้งนี้ วิธีการชมฝนดาวตกให้สบายที่สุด ให้นอนรอชมเนื่องจากช่วงที่เกิดฝนดาวตกจุดศูนย์กลางจะอยู่เหนือท้องฟ้ากลางศรีษะพอดี ส่วนการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าควรตั้งกล้องทางทิศไหน ต้องอาศัยการเดาหรือเปิดหน้ากล้องเพื่อรอให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง เนื่องจากฝนดาวตกลีโอนิดส์มีอัตราเร็วสูงมาก และกระจายทั่วท้องฟ้า

นอกจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่จะได้ชมกันในเดือนพฤศจิกายนแล้ว ในเดือนธันวาคมยังมีฝนดาวตกเจมินิดส์หรือฝนดาวตกคนคู่ที่จะเกิดขึ้นมากที่สุดในวันที่ 13-14 ธันวาคม ปีนี้นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมความสวยงามของฝนดาวตกเจมินิดส์ เนื่องจากเป็นช่วงคืนเดือนมืด ข้างแรม 15 ค่ำ ไม่มีแสงจากดวงจันทร์มารบกวน นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าจะสามารถสังเกตเห็นฝนดาวตกเจมินิดส์ได้มากกว่า 120 ดวงต่อชั่วโมง สังเกตได้ง่ายกว่าฝนดาวตก ลีโอนิดส์ เนื่องจากมีความเร็วของดาวตกไม่มากนัก ประมาณ 35 กิโลเมตรต่อวินาที มีเวลาพอที่จะชี้ชวนกันดูฝนดาวตกได้

ดร.ศรัณย์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมบริการวิชาการด้านดาราศาสตร์แก่ประชาชนว่า “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) จัดกิจกรรมชวนคนไทยร่วมสังเกตการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ และฝนดาวตกเจมินิดส์ ชื่อกิจกรรม “เปิดฟ้า..ตามหาดาว” บริเวณยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะในการชมฝนดาวตกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นดอยสูง ปราศจากแสงเมืองรบกวน นอกจากนี้ยังจะมีการตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ พร้อมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการดูดาว กิจกรรมทางดาราศาสตร์ และนำเยี่ยมชมหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ที่กำลังจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2556 นี้ด้วย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th หรือ Facebook/สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โทรศัพท์สมัครเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามโทร. 053-225569 ต่อ 305

กิจกรรม “เปิดฟ้า…ตามหาดาว” เป็นกิจกรรมบริการวิชาการแก่ประชาชนในการให้ความรู้เบื้องต้นทางดาราศาสตร์ แนะนำวิธีการดูดาว สอนการใช้แผนที่ดาว และฝึกสังเกตวัตถุท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่าง ๆ กำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ทัศนวิสัยของท้องฟ้าเหมาะแก่การดูดาว ไม่มีเมฆมาบดบัง สำหรับกิจกรรมเปิดฟ้าตามหาดาวในปีนี้กำหนดจัดขึ้น 6 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2555(ฝนดาวตกลีโอนิดส์) ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่
ครั้งที่ 2 วันที่ 13-14 ธันวาคม 2555 (ฝนดาวตกเจมินิดส์) ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่
ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2556 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เชียงใหม่
ครั้งที่ 4 วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ณ หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ครั้งที่ 5 วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ณ หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ครั้งที่ 6 วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556 ณ หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมตามกำหนดการดังกล่าวได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.narit.or.th หรือ Facebook สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Twitter:@N_Earth

ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์
โทร. 053-225569 ต่อ 210 หรือ 081-8854353
E-Mail: pr@narit.or.th / www.narit.or.th
Facebook: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
Twiiter: @N_Earth

ปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ (Leonids meteor shower)

ปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ (Leonids meteor shower) หรือฝนตกกลุ่มดาวสิงโต จะเกิดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยปีนี้สามารถสังเกตได้ดีที่สุดในคืนวันที่ 17 ถึงเช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว โลกของเราได้เคลื่อนที่เข้าไปตัดกับสายธารของฝุ่นดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ทิ้งไว้ขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์
สำหรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะมีโอกาสสังเกตเห็นฝนดาวตก เริ่มตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 จนถึงเช้าของวันที่ 18 พฤศจิกายน โดยการสังเกตการณ์ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และในเวลาตั้งแต่ เที่ยงคืนถึง 05.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุด ซึ่งครั้งนี้มีอัตราการตกประมาณ 15 ดวงต่อชั่วโมง
ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดจากการที่ดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ซึ่งมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีโดยมีทิศการโคจรสวนทางกับทิศการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ดังนั้นเมื่อโลกโคจรตัดผ่านสายธารฝุ่นที่เป็นเศษซากของดาวหางดวงนี้จะทำให้เกิดฝนดาวตกที่มีความเร็วค่อนข้างมาก โดยมีความเร็วมากถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที
ในการชมปรากฏการณ์สามารถสังเกตดาวตกได้จากทุกทิศทุกทางที่มาจากศูนย์กลางการกระจายบริเวณกลุ่มดาวสิงโต ซึ่งดาวตกดวงไหนมีขนาดใหญ่ มีแสงสว่างและหางยาวมาก จะเรียกว่า ไฟร์บอล (Fireball) โดยไฟร์บอลจะทำให้เห็นรอยดาวตกทิ้งไว้เป็นทางด้วย ดังนั้นควรหาสถานที่ที่มีท้องฟ้ามืดสนิทปราศจากแสงไฟรบกวน โดยปรากฏการณ์ฝนดาวตกนี้จะเกิดขึ้นทั่วท้องฟ้า อุปกรณ์ที่แนะนำสำหรับการสังเกตการณ์ได้แก่ เก้าอี้พับหรือเสื่อสำหรับนอนดู กระดาษและปากกาสำหรับจดบันทึกจำนวนของฝนดาวตก กล้องถ่ายรูปสำหรับบันทึกภาพปรากฏการณ์ รวมถึงชา กาแฟ ขนมขบเคี้ยว กินเล่นระหว่างการชมปรากฏการณ์

ล่าสุดที่เกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่มีไฟร์บอลจำนวนมาก คือปี พ.ศ. 2541 และในครั้งต่อไปคาดการณ์ว่าจะเกิดในอีก 19 ข้างหน้า นั่นคือปี พ.ศ. 2574 ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบฝนดาวตก เพราะดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ไม่มีแสงดวงจันทร์รบกวนการสังเกตการณ์

ข้อมูลอ้างอิง
IMO Meteor Shower Calendar 2012, http://www.imo.net/calendar/2012#leo;