ดาวอังคาร

ดาวอังคารห่างจากดวงอาทิตย์เป็นดวงที่สี่และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับเจ็ด

Mars หรือในภาษากรีก เรียกว่า Ares เป็นเทพแห่งสงคราม สาเหตุที่ดาวเคราะห์ได้ชื่อดังกล่าวอาจเนื่องจากสีแดงของดาวเคราะห์ ดาวอังคารในบางครั้งก็เรียกว่าดาวเคราะห์แดง

ดาวอังคารเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ เป็นดาวที่ถูกอ้างถึงในนิยายวิทยาศาสตร์มากที่สุด ก่อนถึงยุคของการสำรวจนักดาราศาสตร์ เชื่อกันว่าดาวอังคารสามารถเป็นที่อาศัยของสิ่งที่มีชีวิตได้ และยังได้สังเกตเห็นเส้นต่างๆตัดกันบนพื้นผิวของดาวอังคาร ที่ทำให้เชื่อว่าเป็นระบบคลองชลประทานที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีความชาญฉลาด ทั้งยังพบการเปลี่ยนแปลงสีบนพื้นผิวของดาวอังคารตามฤดูกาลต่างๆ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดหวังที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ปี 1965 ยานอวกาศ Mariner 4 ได้ไปเก็บภาพพื้นผิวของดาวอังคาร จึงพบว่าบนพื้นผิวของดาวอังคารมีหลุมอุกาบาตมากมายและร่องน้ำที่ไม่แสดงหลักฐานว่าเป็นร่องน้ำที่สร้างขึ้นหรือมีการไหลของน้ำ

วงโคจรของดาวอังคารเป็นวงรี ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก อุณหภูมิเฉลี่ยของดาวอังคารประมาณ 218 K (-55 C, -67F) บริเวณ พื้นผิวดาวอังคารมีอุณหภูมิประมาณ 140 K (-133 C, -207 F) ที่บริเวณ winter pole หรือประมาณ 300 K (27 C, 80 F) ที่ด้านกลางวันของฤดูร้อน

ถึงแม้ว่าดาวอังคารจะมีขนาดเล็กกว่าโลก แต่พื้นผิวมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นผิวบนโลก

พื้นที่ราบบนดาวอังคารมีที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น Olympus Mons เป็นเขาที่สูงสุดในระบบสุริยะ สูงถึง 24 กิโลเมตร วางตัวอยู่บนพื้นที่ราบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ฐานประมาณ 500 กิโลเมตร และขอบมีความสูงประมาณ 6 กิโลเมตร

Tharsis เป็นเนินที่อยู่บนพื้นผิวดาวอังคาร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4000 กิโลเมตร สูงประมาณ 10 กิโลเมตร

Valles Marineris เป็นหุบเขายาวประมาณ 4000 กิโลเมตร และลึก 2 ถึง 7 กิโลเมตร

Hellas Planitia เป็นหลุมอุกาบาตที่อยู่ในบริเวณ ซีกดาวด้านใต้ ลึกประมาณ 6 กิโลเมตร และ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2000 กิโลเมตร

พื้นผิวโดยทั่วไปของดาวอังคารมีอายุเก่าแก่และเต็มไปด้วยหลุมอุกาบาต แต่ก็มีบางบริเวณที่เป็นหุบเขา เป็นสันเขา หรือที่ราบ ที่มีอายุน้อย

ซีกดาวด้านใต้ของดาวอังคาร เต็มไปด้วยหลุมอุกาบาตที่มีอายุแก่มากมาย บางครั้งดูคล้ายดวงจันทร์ ส่วนซีกดาวด้านเหนือ เป็นที่ราบที่มีอายุอ่อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่างมากของพื้นผิว ในบริเวณรอยต่อ ซึ่งเหตุผลที่จะนำมาใช้อธิบายยังไม่ชัดเจน ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่างมากบนพื้นผิวดางอังคารจะเป็นจริงได้หรือไม่ ซึ่งต้องสำรวจกันต่อไป

โครงสร้างภายในของดาวอังคารได้จากการสันนิษฐานจากข้อมูลผิวดิน แกนกลางซึ่งมีความหนาแน่นสูงมีรัศมีประมาณ 1700 กิโลเมตร ส่วนของ mantle ซึ่งหลอมเหลวอาจมีความหนาแน่นมากกว่า mantle ของโลก และมีชั้นเปลือกที่บาง เมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆแล้ว ดาวอังคารเป็นดาวที่มีความหนาแน่นน้อย ซึ่งอาจบ่งบอกว่าแกนกลางของดางอังคารอาจมีปริมาณกำมะถันปนอยู่กับเหล็กสูง

บนดาวอังคารไม่มีปรากฏการณ์ทางเพลตเทคโทนิคส์ จึงไม่พบหลักฐานที่แสดงถึงการเคลื่อนที่ของแผ่นดินในแนวราบที่ทำให้พื้นผิวเกอดการคดโค้งดั่งเช่นที่เกิดกับพื้นผิวโลก และเนื่องจากการที่ไม่พบการเคลื่อนที่ของแผ่นดินในแนวราบทำให้ hot-spots ทั้งหลายจึงอยู่ในตำแหน่งที่คงที่เมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งของพื้นผิว ในปัจจุบันบนดาวอังคารไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเกิด volcanic activity แต่ในอดีตที่ผ่านมาอาจมี volcanic activity เกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นนว่าเคยมีปรากฏการณ์ทางเพลตเทคโทนิคส์

มีหลักฐานที่ชัดเจนแสดงให้เห็นถึงการเกิด การกัดกร่อน (erosion) ในหลายบริเวณ รวมทั้งการเกิดน้ำท่วม และระบบทางน้ำเล็กๆ ดาวอังคารในอดีตอาจเคยมีทางน้ำไหลอยู่บนพื้นผิวของดาวอังคาร อาจเคยมีทะเลสาบหรือมหาสมุทร แต่ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้นๆเมื่อเวลาเนินนานมาแล้ว อายุของการกัดกร่อนประมาณว่ามีอายุราว 4 พันล้านปี

ในช่วงแรกของการเกิดดาวอังคาร คาดว่าดาวอังคารน่าจะมีลักษณะที่คล้ายกับโลก โดยที่บรรยากาศประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์และเกิดการรวมตัวกลายเป็นหินคาร์บอเนต แต่การที่ดาวอังคารไม่มีปรากฏการณ์ทางเพลตเทคโทนิคส์ ทำให้ไม่เกิดการหมุนเวียนของคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวอังคารต่ำกว่าบนโลก

ดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ (95.32%) ไนโตรเจน (2.7%) อาร์กอน (1.6%) ออกซิเจน (0.13%) น้ำ (0.03%) และ นีออน (0.00025%) ความดันเฉลี่ยบนพื้นผิวดาวอังคารประมาณ 7 ล้านมิลิบาร์ (น้อยกว่า 1% ของบนพื้นโลก) แต่ค่าความดันนี้เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้นอยู่กับระดับความสูง ในบริเวณที่เป็นแอ่งที่ลึกที่สุดอาจมีค่าความดันที่ 9 มิลลิบาร ในขณะที่ยอดเขา Olympus Mons มีค่าความดันที่ 1 มิลลิบาร์ แต่ความดันนี้ก็เพียงพอที่จะควบคุมลมที่แรงมากและพายุฝุ่นที่พัดอยู่ทั่วทั้งดางเคราะห์เป็นเวลาหลายๆเดือน บรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคารสามารถทำให้เกิดปรากฏารณ์เรือนกระจกได้เช่นกันแต่ก็ทำได้เพียงทำให้อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นประมาณ 5 K ซึ่งน้อยกว่าที่เกิดขึ้นบนโลกและดาวศุกร์

ดาวอังคารมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ที่ขั้วทั้งสองของดาว ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์หรือน้ำแข็งแห้งเป็นส่วนใหญ่ ขั้วน้ำแข็งนี้แสดงลักษณะโครงสร้างที่เป็นชั้นซึ่งบอกให้เห็นถึงความแตกต่างของปริมาณฝุ่น ในฤดูร้อนบริเวณที่เป็นขั้วเหนือ น้ำแข็งแห้งจะละเหิดกลายเป็นไอหมดทิ้งไว้แต่น้ำแข็ง ในขณะที่ขั้วใต้มักจะหลงเหลือน้ำแข็งแห้งบางส่วนไว้ กระบวนการที่ทำให้เกิดโครงสร้างเป็นชั้นนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงค่าการเอียงตัว (inclination) ของเส้นศูนย์สูตร กับระนาบของวงโคจร ซึ่งอาจทำให้มีน้ำแข็งหลงเหลืออยู่ใต้ผิวดินที่ระดับความสูงต่ำๆ การเปลี่ยนแปลฤดูกาลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วน้ำแข็ง ทำให้ความดันบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 25%

การสำรวจสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวดาวอังคารโดยยานอวกาศ Viking ในปี 1976 มีหลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคาร แต่ก็เป็นเพียงการเก็บตัวอย่างเล็กๆ 2 ตัวอย่างเพื่อทำการศึกษา และอาจเป็นตำแหน่งที่ยังไม่เหมาะสมก็ได้ การศึกษายังต้องดำเนินการต่อไปในอนาคต

อุกาบาตขนาดเล็กๆเป็นจำนวนมากที่เชื่อว่ามาจากดาวอังคาร และในเดือนสิงหาคม 1996 David McKey และคณะได้ศึกษาอุกาบาตที่เชื่อว่ามาจากดาวอังคารและพบสารประกอบอินทรีย์ และเมื่อศึกษาเพิ่มเติมร่วมกับลักษณะของแร่ต่างๆที่พบในหิน อาจเป็นหลักฐานที่อาจเชื่อได้ว่าเป็นสารชีวภาพขนาดเล็ก (microorganisms) ของดาวอังคารในอดีต แต่หลักฐานดังกล่าวก็ยังไม่สามารถที่จะใช้ยืนยันได้ว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นนอกโลก

บนดาวอังคารพบว่ามีสนามแม่เหล็กซึ่งมีความเข้มสูง แต่พบเฉพาะแห่ง ซึ่งอาจเป็นสนามแม่เหล็กคงค้างของสนามแม่เหล็กที่เคยมีอยู่ในอดีต แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจช่วยในการศึกษาถึงโครงสร้างภายในของดาวอังคาร บรรยากาศในอดีต และ ความเป็นไปได้ที่เคยมีสิ่งมีชีวิตในอดีต

ดาวอังคารมีดาวบริวาร 2 ดวงคือ Phobos และ Deimos

แหล่งที่มา http://it.geol.science.cmu.ac.th/gs/courseware/205100/Solar/mars.htm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s